ตู้พระไตรปิฏกบ้านพี่พลอย

รวบรวมเรื่องพุทธประวัติ และนิทานชาดก

  สนใจเลือกรับฟังตอนอื่น  คลิ๊กที่นี้คะ

พุทธประวัติ ตอนที่ 3 พบเทวทูตทั้ง 4

เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงมองเห็นเทวทูตทั้ง 4 คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

ผู้มากราบทูลให้พระเจ้าศรีสุทโธทนะทราบถึงเรื่องราว ที่เกิดขึ้นบนท้องถนนหลวงนั้นทุกประการพระ องค์ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่งและ ได้พยายามหาสิ่งที่เพลิดเพลินสนุกสนานอย่างอื่นมาบำรุงบำเรอ พระโอรสของพระองค์อีกหลายอย่าง แต่ทุกๆอย่างก็ไร้ผลดั่งที่เคยเป็นมาเจ้าชายสิทธัตถะก็ไม่ได้หลง ใหลต่อสิ่งเหล่านั้นกลับทรงอ้อนวอน ขอให้พระบิดาอนุญาตให้พระองค์เสด็จออกประพาสพระนครอีก ครั้งตามลำพังโดยไม่ให้มีผู้ใดรู้ เพื่อพระองค์จะได้ทอดพระเนตรเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นอยู่ทุกวันตาม ปรกติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงอยากรู้แหล่งที่มาของความเป็นจริง จึงได้ตัดสินใจประพาสตามลำพังกับ นาย ฉันนะมหาดเล็กคนสนิทของเจ้าชายสิทธัตถะ

พระราชาไม่ทรงปรารถนาที่จะอนุญาต ด้วยพระองค์ทรงหวั่นวิตกว่า เจ้าชายเสด็จออกไปครั้งนี้ จะได้ ทอดพระเนตรเห็นความเป็นอยู่ปกติของประชาราษฎรซึ่งไม่ได้มีโอกาสเกิดเป็นลูกกษัตริย์หรือลูกเศรษฐี ต้องทำมาหากินเลี้ยงชีพ อาบเหงื่อต่างน้ำ หาเช้ากินค่ำ พร้อมทั้งจะได้เห็นชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์ ซึ่งมี เกิดแก่เจ็บตายเป็นของธรรมดา ตลอดเวลาพระองค์ดำริเกี่ยวกับคำทำนายของพระฤาษีสูงอายุว่าต้อง เป็นความจริงโดยแน่นอน แต่ด้วยพระทัยที่รักและสงสารพระโอรส ก็จำต้องอนุญาตให้เจ้าชายเสด็จ ประพาสพระนครได้ตามความประสงค์ของเจ้าชาย ดังนั้น เจ้าชายสิทธัตถะจึงมีโอกาสได้เสด็จออกนอก กำแพงวังซึ่งพระบิดามุ่งหมาย กีดกั้นไม่ให้พระองค์ได้ประสบพบพานกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนานั้นอีกใน ครั้งหน้า แต่พระเจ้าศรีสุทโธทนะหารู้ไม่ว่า พระองค์ ยิ่งกีดกั้นเท่าไร ยิ่งทำให้เจ้าชายสิทธัตถะมีความ ทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

ในครั้งนี้ เจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จดำเนินด้วยพระบาท แทนที่จะเป็นราชรถ ทรงแต่งกายพระองค์เอง ด้วยเครื่องแต่งกายอย่างคนหนุ่มที่มีเชื้อสายตระกูลผู้ดี และไม่มีผู้ใดตามเสด็จ นอกจากนายฉันนะ มหาดเล็กคนสนิท และก็ได้แต่งกายให้ผิดแปลกไปจากที่เคย เพื่อให้คนอื่นๆ ไม่รู้ว่าเป็นเจ้าชาย เพื่อเจ้าชาย จะได้ทอดพระเนตรเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ตามความประสงค์ของเจ้าชาย ที่มีจุดประสงค์ อยากเห็นชีวิตความเป็นอยู่จริงของประชาราษฎร ตามทางที่ผ่านไป มีช่างเหล็กกำลังตีเหล็กด้วย ค้อนใหญ่เพื่อทำให้เป็นเครื่องใช้ต่าง ๆ สิ่งดังกล่าวที่พระองค์ได้เห็น นั่นคือสิ่งที่เป็นที่สนพระทัยของ พระองค์เป็นอย่างยิ่ง

ข้างถนนหลวงอันเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของคนมั่งมี มีช่างเพชรพลอยและช่างตีเครื่องประดับต่างๆ กำลัง ทำและจำหน่ายเครื่องประดับเพชรพลอย เงิน ทองคำรูปพรรณนานาชนิด ถนนบางสายเต็มไปด้วย ร้านรวงของคนย้อมผ้า ซึ่งกำลังตากผ้าสีสดใสต่างๆ กัน บางแห่งเต็มไปด้วยร้านขนม มีคนทำขนมที่ กำลังปรุงแต่ง และกำลังขายให้ลูกค้าที่เฝ้ายืนคอยรออยู่ เพื่อต้องการบริโภคขนมที่ทำเสร็จใหม่ ๆ ในขณะนั้นพระทัยของเจ้าชายสิทธัตถะจึงมีความปิติยินดีและทรงสนุกสนานไปด้วยภาพพจน์ของฝูงชนทั้งหลายที่กำลังประกอบกิจการที่เจริญรุ่งเรืองอย่างขยันขันแข็ง ไม่มีวี่แววเแห่งความอ่อนเพลียเมื่อยล้า พระองค์จึงทรงเบิกบานพระทัยไปตลอดเวลา แต่ความสุขเหล่านั้นยังไม่ใช่แนวทางที่พระองค์ออก แสวงหาและปรารถนาอย่างแท้จริง

ในที่สุดความเบิกบานพระทัย อันเกิดจากภาพที่ได้ประสบพบเห็นสิ่งที่น่าสนใจต่าง ๆ ในวันนั้น ก็หมดสิ้นไปในขณะที่พระองค์เสด็จพระดำเนินไปตามถนนหลวงนั้นพระองค์ทรงได้ยินเสียงคนร้องคราง เป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือของใครคนหนึ่ง ในระยะที่ห่างไกลจากพระองค์พอสมควร พระองค์ได้ ทอดพระเนตรเห็นชายคนหนึ่งกำลังนอนกลิ้งไปมาตามพื้นดินด้วยท่าทางอันประหลาด ตามหน้าตาที่ เต็มไปด้วยจุดสีม่วง และตาเหลือกไปมา เพื่อพยายามจะอดกลั้นใจใช้กำลังทั้งหมด เพื่อพยุงตัวขึ้นและ ทุกครั้งที่เขาลุกขึ้นเขาก็ล้มลงไปอีกอย่างแรง ความเจ็บปวดเป็นของไม่เที่ยง อันเป็นอนิจจังที่ทุกๆคน มีอยู่เป็นประจำและหนีมันไม่พ้น

ด้วยความเมตตากรุณาอันเป็นนิสัยของพระองค์ พระองค์ได้ทรงวิ่งตรงไปยังชายคนนั้นในทันที และ ช้อนเอาชายคนนั้นให้ลุกนั่ง แล้วเอาหัวของชายคนนั้นพาดใส่กับเข่าของพระองค์และ เมื่อช่วยทำให้ ชายคนนั้นรู้สึกดีขึ้นแล้ว พระองค์ก็ตรัสถามว่า ท่านเป็นอะไรไป เป็นอะไรจึงยืนไม่ได้ ชายคนนั้น พยายามที่จะตอบ แต่ไม่สามารถจะพูดออกมาได้ เขาไม่มีกำลังพอที่จะพูดเป็นเสียงได้ และเมื่อนาย ฉันนะตามมาถึง พระองค์จึงตรัสถามนายฉันนะว่า ฉันนะ บอกเราพระองค์ว่า คนคนนี้เขาเป็นอะไร ทำไมเขาถึงมานอนอยู่ที่นี่ ทำไมการหายใจของเขาจึงมีเสียงดัง เป็นอะไร ทำไมเวลาเราถาม เขาถึงไม่ตอบ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ เป็นธรรมชาติของสังขาร มาจากการปรุงแต่งของชีวิต ไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์ก็มีชะตากรรมอันเดียวกันหมด

นานฉันนะได้ร้องขึ้นอย่างตกใจว่า พระองค์อย่าไปจับต้องบุคคลเช่นนั้น เขาเป็นพยาธิติดต่อ โลหิตของเขาเป็นพิษ โรคร้ายกำลังผ่านเข้าสู่ภายใน แม้แต่การหายใจ ก็หายใจด้วยความสำบาก และในที่สุด ลมหายใจของเขาก็จะต้องหมดไปและตายไปในที่สุด คนอื่นๆ ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน หรือไม่? เราเองก็อาจจะเป็นอย่างนี้ใช่ไหม? นายฉันนะตอบอย่างรวดเร็วว่า ทูลข้าพระบาท พระองค์ก็ อาจจะเป็นได้เหมือนกัน ถ้าหากไปแตะต้องคนเช่นนั้นอย่างใกล้ชิด ขอพระองค์จงวางเขาลงเสียเถิด อย่าได้จับต้องคนประเภทนี้อีก เพราะโรคร้ายจะติดต่อมายังพระองค์ แต่ความเมตตาที่เจ้าชายสิทธัตถะ ที่มีต่อสัตว์โลก กฏแห่งธรรมชาติที่ไม่มีผู้ใดหนีมันได้แล้ว เราก็ต้องได้รับผลของมันต่อ ๆ ไป

ยังมีโรคหลายๆ อย่างอื่นๆ อีก นายฉันนะตอบตามความเป็นจริงว่า ยังมีโรคร้ายอย่างอื่นๆ อีกและยังมี อีกมากมายหลายชนิดที่ล้วนแต่สร้างความทุกข์ทรมานและให้โทษเช่นเดียวกัน พระองค์ยังถามต่ออีกว่า แล้วไม่มีผู้ใดแก้ไขได้หรือ ความเจ็บไข้เช่นนี้มีมาสู่มนุษย์พวกเรา โดยที่มนุษย์ไม่สามารถเอาชนะได้เลย หรือ น่าอัศจรรย์จริงแท้ เป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง ไม่มีใครรู้ได้ว่าวันใดเขาจะเกิดเจ็บไข้ได้ เพราะความ เจ็บไข้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแก่ทุกคนและทุกเวลา พระองค์ยังถามย้ำอีกว่า เป็นได้ทุกคนจริงหรือ เราพระองค์ ก็เป็นได้ใช่ไหม ไม่เลือกกษัตริย์ หรือคนสามัญ ไม่เลือกมั่งมีหรือยากจนใช่ไหม นายฉันนะตอบว่า เป็นความจริงข้าพระบาท พระองค์ก็สามารถเจ็บไข้และล้มตายได้เหมือนกัน คือกรรม ชะราธัมโมมะหิ ชะรังอะนะติโต ได้ความว่า เรามีความแก่ชราเป็นธรรมดา เราไม่สามารถหลุดพ้นจากความแก่ชรา นี้ไปได้

ถ้าดังนั้น คนทุกคนในโลกก็ต้องมีความหวาดกลัวกันอยู่ตลอดเวลาใช่ไหม? เพราะไม่มีผู้ใดจะรู้ตัวเองว่า คืนนี้เข้านอนแล้ว เช้ายังจะตื่นขึ้นมามีลมหายใจอยู่หรือไม่? หรืออาจจะกลายเป็นเจ็บไข้เหมือนคนคนนี้ จริงใช่ไหมฉันนะ? เป็นเช่นนั้นจริง ข้าน้อย ไม่มีใครในโลกที่จะรู้ว่าในวันใดเขาจะล้มป่วยลงและ เมื่อ ทรมานถึงที่สุดแล้วก็ตายไป ตายคืออะไรกันแน่? พระองค์ทอดพระเนตรไปทางนั้นเถิดแล้ว พระองค์ ก็จะเห็นเอง ความตายเป็นของเที่ยงแท้ ทุกๆคนหนีมันไม่พ้น จะต้องตายแต่มันจะเร็วหรือจะมาช้า เท่านั้นเอง

เจ้าชายทรงทอดพระเนตรไปทางที่นายฉันนะบอก และได้ทรงเห็นหมู่คนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินร้องไห้ไป ตามถนน และเบื้องหน้าคนเหล่านั้นมีสี่คนหามคนคนหนึ่งซึ่งนอนเหยียดยาวอยู่บนแคร่หามนั้น ปากอ้า อย่างน่าเกลียด ไม่พูดไม่จาอันใด คนหามจะสั่นหมดแรง เตะสะดุด ก็ไม่ได้พูดอะไรแต่ประการใด เจ้าชายได้ทอดพระเนตรคนหมู่นั้น ขณะที่เขากำลังผ่านหน้าพระองค์ไป พระองค์ทรงงงไปว่า พวกเขา เป็นอะไรจึงพากันร้องไห้ และทำไมคนที่นอนอยู่บนแคร่หามนั้น จึงไม่ร้องไห้หรือร้องขอให้ คนหามพา กันระมัดระวังด้วย มรณัง ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์ธรรมชาติ ทุก ๆ คนจำต้องมีประจำตัว แต่จะไวหรือ ช้าเท่านั้นเอง

เจ้าชายสิทธัตถะทรงประหลาดพระทัยอย่างยิ่ง ในเมื่อคนกลุ่มนั้นเดินไปอีกนิดเดียวก็พากันวางคนที่ หามลงบนกองฟืน แล้วจุดไฟจนลุกเป็นกองไฟใหญ่น่าสยองขวัญ แต่ถึงอย่างนั้น คนที่ถูกเผาก็ยังนอน เฉยอยู่ แม้นว่าไฟจะลามไปถึงหัวและเท้าของเขาแล้วก็ตาม เจ้าชายได้ตรัสถามนายฉันนะด้วยเสียง อันสั่นเครือว่า นี่คืออะไรกันฉันนะ ทำไมคนคนนั้นถึงนอนให้เขาเผาอยู่อย่างไม่สนใจเลย ? นายฉันนะ ตอบว่า นั้นละคือคนตาย เขาไม่มีความรู้สึกอันใดเลย ถึงว่าจะร้อนหรือหนาว เขาก็ไม่มีความรู้สึก เพราะว่า เขาตายแล้ว ซึ่งหมายความว่าไม่มีชีวิต ขีวิตเป็นของสูญเปล่า หาตัวตนไม่เห็น ยังเหลือไว้แต่ ความดี และความชั่วของผู้ที่ตายไปแล้วนั้นได้ทำเอาไว้แต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่

นี่คือความตายใช่หรือไม่ ? ความตายที่ท่านอธิบายมาคือสิ่งนี้จริงหรือ และเราเองก็จะเป็นเช่นนี้หรือ และทุกๆ คนที่อยู่ในโลกนี้ก็จะตายเหมือนกันใช่ไหม? พระองค์! ความตายไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เลือกกษัตริย์หรือขอทาน จะมั่งมีหรือยากจน ต้องตายกันทั้งนั้น ทุกคนที่มีชีวิตจะต้องตายลงในวัน ใดวันหนึ่งโดยไม่มีทางใดป้องกันได้ ไม่มีสิ่งใดจะมาหยุดยั้งได้เที่ยงแท้ แน่นอนคือความตายเป็นสิ่งที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าชายทรงตกตะลึงและคิดถึงสิ่งนี้อยู่ ไม่ได้กล่าวคำใดออกมาอีก พระองค์รู้สึกว่า การที่ไม่มีหนทางรอดพ้นไปจากความตายซึ่งครอบงำทุก ๆคนอยู่อย่างน่าวิตก เราจะต้องพลัดพรากจาก ของที่รักของเราไปในวันหนึ่งข้างหน้าเป็นแน่ ไม่มีใครที่จะหยุดยั้งมันได้ใช่ไหม

เจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จกลับพระราชวังอย่างเงียบๆ พระองค์ไปสู่ห้องประทับอยู่บนหอปราสาท ประทับนั่งสงบอยู่ตามลำพังคนเดียว ทรงตรึกตรองถึงสิ่งที่พระองค์ได้ประสบพบเห็นมา ในที่สุด พระองค์ได้ทรงรำพึงเองว่า เป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่งที่ทุกคนในโลกจะต้องตายลงใน ไม่วันใด ก็วันหนึ่ง โดยไม่มีทางเลือกและป้องกันได้เลย แต่อาจมีทางใดทางหนึ่ง อาจเป็นหนทางรอดจาก ความตายได้ เราพระองค์จะต้องค้นหาเส้นทางดังกล่าวนั้นมาด้วยตนเอง เพื่อตัวเราเอง พร้อมพระบิดา พระชายาและคณาญาติอื่นๆ รวมไปถึงปวงชนทั้งโลกอีกด้วย หนทางดังกล่าวจะต้องเป็นหนทางซึ่งคน ทั้งโลกจะไม่ต้องตกอยู่ในอำนาจของสิ่งที่น่าหวาดกลัว คือ ความแก่ ความเจ็บ และความตายเหล่านี้ เราต้องค้นให้เห็นว่า แหล่งเป็นมาของความจริงนั้นมันอยู่ที่ใด และเราจะต้องค้นหาได้ด้วยวิธีใด แล้วพระองค์ ก็ดำริต่อไป

ในโอกาสต่อมา เจ้าชายทรงขี่ม้าไปมาในอุทยาน พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นบรรพชิตคนหนึ่งห่มผ้า กาสาวพัสตร์สีเหลือง พระองค์ได้ทรงสังเกตเห็นบรรพชิตคนนั้นอย่างลึกซึ้ง จนทรงหยั่งรู้ถึงภายในใจ ของบรรพชิตคนนั้นว่ากำลังเต็มไปด้วยความสงบสุขอย่างเยือกเย็น พระองค์ได้ตรัสถาม นายฉันนะถึง ความประพฤติเป็นไปในชีวิตของคนประเภทนี้ นายฉันนะได้กราบทูลพระองค์ว่า บรรพชิต องค์นี้เป็น บุคคลประเภทที่เรียกกันว่าผู้สละโลกเพื่อแสวงหาสิ่งดับทุกข์ ความทรมานของสังขาร เจ้าชายสิทธัตถะ จึงมีความปลาบปลื้มในคำตอบที่ว่าผู้ที่สละโลกคือผู้ละทิ้งความไม่จีรังยั่งยืน เพื่อออกแสวงหา ความสุข อันแท้จริงที่ตนปรารถนา

พระองค์ได้เสด็จไปประทับนั่งสงบอยู่ในที่แห่งหนึ่งในอุทยานด้วยความสุขพระทัยตลอดวัน และได้ทรง น้อมจิตของพระองค์เข้าสู่การสละโลกขึ้นมาเอง ในขณะนั้นได้มีมหาดเล็กคนหนึ่งกราบทูลว่า พระชายา ของพระองค์ได้ประสูติพระโอรสพระองค์หนึ่ง น่ารักเป็นอย่างมาก แต่พระองค์ไม่ได้แสดงอาการ ปิติ ยินดีแต่อย่างใด กลับตรัสออกมาเสียงเบา ๆว่า บ่วงได้เกิดขึ้นกับเราแล้ว ! บ่วงได้เกิดขึ้นกับเราแล้ว ! เหตุที่พระองค์ตรัสดังนั้นคนทั้งหลายจึงขนานนามพระโอรสของพระองค์ว่า พระราหุล ซึ่งแปลว่าบ่วง พระนางยโสธราได้ประสูติพระราหุล ราชกุมาร เมื่อเจ้าชายได้ทราบแล้ว พระองค์ทรงดำริว่า นั่นก็คือ เชือกผูกคอ จึ่งมีในพุทธสุภาษิตว่า ตัณหารักลูกเหมือนเชือกผูกคอ ตัณหารักเมียเหมือนปอผูกศอก ตัณหารักข้าวของเหมือนปลอกรัดตีน นี่เป็นความทุกข์อีกอย่างหนึ่งของผู้แสวงหาทางหลุดพ้นจากทุกข์

นับตั้งแต่วันที่เจ้าชายราหุลกำเนิดแล้วเป็นต้นมา ทุกๆ คนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าชายสิทธัตถะได้สังเกตเห็น ชัดว่า ในระยะหลังนี้ เจ้าชายได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง พระองค์ได้ทรงคิดหนักยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา ทำให้พระเจ้าศรีสุทโทธนะทรงวิตกเป็นอย่างยิ่ง และได้พยายามครั้งสุดท้ายโดยรับสั่งให้หาหญิงระบำ และนักขับร้องที่ไพเราะที่สุด พร้อมทั้งเป็นหญิงที่งดงามที่สุดภายในประเทศของพระองค์มาประจำใน ปราสาทของเจ้าชาย หญิงเหล่านั้นได้ร้องรำทำเพลงถวายเจ้าชายสิทธัตถะ ตามพระราชประสงค์ของ พระราชาอย่างสนุกสนาน อ่อนช้อยและงดงามที่สุด และด้วยท่าทางที่ยั่วเย้าที่สุด ด้วยความหวังที่จะ ให้เจ้าชายพอพระทัย และเพลิดเพลิน มนุษย์คิดว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข แต่แล้ว ตรงกันข้ามกับความรู้สึกของเจ้าชายสิทธัตถะที่มี ( เจ้าชายสิทธัตถะมีนางสนมถึง ๖๐,๐๐๐นาง)

ในครั้งแรก เจ้าชายก็ทรงทอดพระเนตรและยอมฟัง ไม่ขัดเคืองพระทัยของพระบิดา แต่พระเนตรของ พระองค์ ทรงเหลือบดูความงดงามเหล่านั้นได้เพียงครู่เดียว ในพระทัยของพระองค์อยู่กับสิ่งอื่น พระองค์คิดถึงสิ่งนั้นคือปัญหามีอยู่ว่า ทำอย่างไรพระองค์และคนทั้งหลายจึงจะพ้นจากความแก่เฒ่า ความเจ็บไข้และความตายได้โดยสิ้นเชิง ในที่สุดพระองค์ก็ทรงอ่อนเพลียและบรรทมหลับไป นักร้อง และนางระบำเหล่านั้นจึงพากันหยุดร้องรำ ชวนกันนอนพัก เพื่อรอจนกว่าเจ้าชายจะทรงตื่นจากบรรทม ในพระทัยของเจ้าชายสิทธัตถะไม่มีความว่าง มีแต่ความสับสน ยุ่งยากวุ่นวายอยู่ตลอดเวลาของพระองค์

ต่อมาเจ้าชายได้ทรงตื่นจากบรรทมและทอดพระเนตรเห็นนางนักร้อง นางระบำซึ่งในขณะนั้นได้พา กันหลับไปเพราะความอ่อนเพลีย โดยไม่ได้รู้สึกตัวถึงกิริยาที่ไม่น่าดูน่าชมต่าง ๆ บางคนก็นอนกรน บางคนก็นอนอ้าปาก บางคนนอนน้ำลายไหลออกจากปากก็มี บางคนกำลังนอนกัดฟันทั้งหลับ ดูแล้วอย่างกับปิศาจ แต่ละคนน่าสะอิดสะเอียน จนเจ้าชายทรงประหลาดพระทัยว่าก่อนหน้านั้น พระองค์ทรงพอพระทัยในนางสาวเหล่านั้นได้อย่างไรกัน ความรู้ของผู้มีสติ รู้ความเสื่อมและรู้ถึงความ เบื่อหน่าย อันเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์เศร้าหมองทั้งหลาย

ภาพของนางสนมเหล่านี้ ซึ่งครั้งหนึ่งพระองค์เคยรู้สึกว่า งดงามน่ารักทั้งนั้น บัดนี้ได้เปลี่ยนแปลงไป เป็นสิ่งที่น่าเบื่อจนหมดทุกอย่างและเป็นสิ่งสุดท้าย ในฐานะเป็นของสกปรกโสโครกที่เข้ามาในพระทัย ของเจ้าชายสิทธัตถะ นับตั้งแต่พระองค์ยังพระชนมายุน้อย พระองค์จึงทรงมีดำริในพระทัยกำหนดเขต ไว้ในการที่จะสละสิ่งรบกวนจิตใจนี้ไว้ในเบื้องหลัง แล้วเสด็จออกแสวงหาสิ่งอันเป็นความสุขอันแท้จริง ซึ่งสามารถจะระงับสิ่งร้ายทั้งหลายได้โดยทันที เจ้าชายสิทธัตถะทรงลุกขึ้นเดินอย่างเงียบสงบ โดยไม่ได้ ทำให้นางสนมคนใดตื่นขึ้น และเสด็จออกมานอกห้องนั้น แล้วรับสั่งให้มหาดเล็ก นายฉันนะเตรียมม้า กัณฐกะ ถวายพระองค์เพื่อจะเสด็จทางไกล ตอนนี้เจ้าชายสิทธัตถะตื่นแล้วและรู้ว่านี่คือ บ่อเกิดแห่ง ความทุกข์อันแท้จริงของผู้แสวงหาความสุข พระองค์มั่นพระทัยแล้วจึงได้เสด็จหนีออกมา

ในขณะที่นายฉันนะออกไปเตรียมม้าอยู่นั้น เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำริว่าพระองค์ควรจะเสด็จไปทอด พระเนตรพระชายาและพระโอรสที่แสนรักของพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะเสด็จไป ดังนั้นจึงเสด็จ ไปยังห้องบรรทมของพระชายาและพระโอรส เมื่อเสด็จไปถึงก็ทอดพระเนตรเห็นว่าพระนางกำลัง บรรทมหลับ วางพระหัตถ์กอดพระโอรสไว้อย่างแน่น พระองค์ทรงรำพึงว่าถ้ายกพระหัตถ์ของพระชายา จะตื่นจากบรรทม เมื่อนางตื่นจากบรรทมก็คงจะขัดขวางการเสด็จออกไปของพระองค์ พระองค์จึงคิดว่า ควรเสด็จออกไปเดี๋ยวนี้เลยจะเป็นการดี เมื่อพระองค์พบสิ่งที่พระองค์ได้แสวงหาแล้วจึงค่อยกลับมา เยี่ยมมาหาพระชายาและพระโอรสไว้ ตัณหารักลูกคือเชือกผูกคอ ตัณหารักเมียคือปอผู้ศอก ถึงอย่างไร พระองค์จำต้องเสด็จออกไปแสวงหาปรมัตธรรมให้ได้ตรัสรู้แล้วจึงกลับมาหาทีหลัง

เจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จออกจากปราสาทอย่างเงียบ ๆ จึงไม่มีใครตื่นขึ้นมาเห็นเหตุการณ์และขัดขวาง ในท่ามกลางความเงียบสงัดของเที่ยงคืนนั้น พระองค์เสด็จขึ้นประทับบนหลังม้ากัณฐกะ ซึ่งเป็นม้า แสนรู้ และได้เสด็จไปสู่ประตูพระนคร มีนายฉันนะตามเสด็จออกไป โดยไม่มีผู้ใดรู้ เมื่อเสด็จไปได้ ระยะหนึ่ง พระองค์ก็ทรงชักบังเหียนม้าให้เหลียวกลับ ประทับหยุดอยู่เพื่อทอดพระเนตรพระนครเป็น ครั้งสุดท้าย ในท่ามกลางแสงจันทร์ส่งแสงขจี แต่พระทัยของพระองค์ทรงแน่วแน่ในการเสด็จออกไป พระองค์มั่นใจในพระทัยแล้วจึงได้เสด็จออกไปแสวงหาโมกขธรรม เพื่อจะหาทางหลุดพ้นจากความ สับสน เป็นเหตุนำมาซึ่งความเสื่อมและความเศร้าหมองอันเป็นที่มาของความทุกข์ทั้งหลาย ที่มนุษย์ พากันหลงว่าเป็นยอดแห่งความสุข

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋าคะ

 

 

 

 

Tags: audio, buddhism, story

Comment

Comment:

Tweet

Recommend