ตู้พระไตรปิฏกบ้านพี่พลอย

รวบรวมเรื่องพุทธประวัติ และนิทานชาดก

  สนใจเลือกรับฟังตอนอื่น  คลิ๊กที่นี้คะ

ขอเชิญทุกท่าน ฟังเสียงแห่งธรรม ออนไลน์ เรื่องพุทธประวัติ ด้วยกันนะคะ

พลอยจ๋า เปิด คอลัมม์ใหม่ใน "บ้านพี่พลอย" คะ โดยจะใช้ชื่อว่า "ตู้พระไตรปิฎก" จะเก็บบันทึก เสียงแห่งธรรม ทั้งหมดไว้ โดยรวบรวมเป็น พุทธประวัติ รวมถึงชาดกทั้งหมดด้วย แต่เนื่องจาก พระไตรปิฏก นั้น เป็นคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมีลักษณะเป็นนิทานสุภาษิต ฉะนั้นในพระไตรปิฎกจึงไม่มีการเล่าเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น คงมีแต่คำสุภาษิตอย่างเดียว ดังนั้นคำโต้ตอบในเสียงแห่งธรรม ร่วมถึงในชาดกที่จะนำมาจัดลงไว้ใน "ตู้พระไตรปิฏก บ้านพี่พลอย" นี้ จะยึดถือเนื้อเรื่องตาม "อรรถกถา" เป็นหลัก(หนังสือที่แต่งขึ้นเพื่ออธิบายพระไตรปิฏกอีกทีน่ะคะ) ทั้งนี้เพื่อความเข้าใจง่าย และชวนติดตามน่ะคะ

พลอยจ๋าขอเชิญชวนทุกท่านที่มีเวลาว่างประมาณ 15 - 20 ลองเข้ามาเปิดฟัง พุทธประวัติ และชาดก ใน "ตู้พระไตรปิฏก" บ้านพี่พลอยกันนะคะ เพื่อความรู้ ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาของเราโดยแจ่มแจ้ง อีกทั้งเป็นเกราะป้องกันให้ระลึกอยู๋เสมอว่าเราคือ ชาวพุทธ ควรที่จะรู้และเข้าใจถึงพระประวัติขององค์พระสัมมาสันพุทธเจ้าพอสังเขป และสามารถอธิบายแก่บุตรหลานได้อย่างถูกต้องนะคะ

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เห็นความสำคัญในการศึกษาฯ ในครั้งนี้นะคะ พลอยจ๋าขอร่วมอนุโมทนาบุญในกุศลที่จะเกิดแก่ผู้ที่มีจิตตั้งใจฟังพุทธประวัติคะ

พุทธประวัติ ตอนที่ 1 กำเนิดเจ้าชายสิทธัตถะ

เมื่อพระโพธิสัตว์ พระเวสสันดรได้ไปจุติในสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นเทพบุตร ก่อนพุทธศักราช เทพบุตร ทุกชั้นฟ้าได้มาประชุมปรึกษาว่า ผู้ใดจะลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เทพทุกองค์ได้ลงความเห็นเป็น อันหนึ่งเดียวกันว่าพระโพธิสัตว์ อยู่ชั้นดุสิต จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นจึงได้ทูลเชิญ ให้ลงมาจุติ ตรัสรู้ เพื่อโปรดสัตว์โลกสมกับความมุ่งหวังที่พระองค์ได้บำเพ็ญมาในชาติปางหลังหลาย ๆ ชาติ พระองค์ไม่ได้หวังสิ่งใดสิ้น นอกจากหวังเอาสัมโพธิญาณเพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้า เท่านั้น จึงควรแล้วที่พระองค์จะเสด็จมาโปรดชาวโลกมนุษย์และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย ให้ได้รับ แสงสว่าง เกิดปัญญา รู้จักทางออกจากทุกข์ของตนที่มีอยู่

วันที่พระองค์เสด็จจุตินั้น ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ วันเพ็ญเดือน ๘ ปีจอ หลังจากที่พระเจ้าสุทโธทนะ และ พระนางสิริมหามายาอภิเษกได้ไม่นาน ตอนที่พระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต พระนางสิริมหามายา กำลังบรรทม และทรงได้สุบินนิมิตว่า พระนางได้ไปอยู่ในป่าหิมพานต์และได้มีช้างเผือกตัวหนึ่งลงมา จากยอดเขาสูง แล้วเข้ามาหาพระนาง และเดินวนรอบพระแท่นที่บรรทม ได้มีการบรรยายไว้ว่า วันที่ พระโพธิสัตว์ได้เข้าสู่พระครรภ์นั้น มีเหตุการณ์มหัศจรรย์เกิดขึ้น เหมือนกับวันที่ประสูติ ตรัสรู้ วันปฐม เทศนา เพียงแตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น เสียงที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลกจักรวาลนั้นก็หมายความว่า คนตาบอดกลับเห็นแจ้ง คนหูหนวกกลับได้ยินเสียง ซึ่งหมายถึงพระมหาธิคุณ และพระมหาบารมี ของ พระพุทธเจ้าแห่งสัจจธรรม จะแผ่ไปทั่วโลกมนุษย์ คนตาบอด คนหูหนวกก็ดี คนที่มีกิเลสเมื่อได้สดับ รับฟังพระธรรมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะหายจากการเป็นคนหูหนวกตาบอด กลายเป็นคนมี ปัญญารอบรู้ ก็เนื่องจากพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ส่องแสงให้เห็นทางออกจากทุกข์ได้

มีเมืองต่างๆ หลายเมืองด้วยกัน มีเมืองหนึ่งที่มีชื่อเสียง เมืองนี้เรียกว่ากรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นเมืองของ เจ้าชายสิทธัตถะที่กำเนิด เมืองกบิลพัสดุ์ได้สร้างขึ้น ที่ดงไม้สักกะ ใกล้หอที่อยู่ของฤาษีดาบสที่ชื่อ กบิลดาบส จึงได้ให้ขนานนามว่า เมืองกบิลพัสดุ์ กรุงกบิลพัสดุ์ได้มีกษัตริย์ปกครองมาหลายชั่วอายุคน ชาวเมืองได้เรียกกันว่า กษัตริย์วงศ์ศากยะ ซึ่งกษัตริย์ในสมัยนั้น คือ พระเจ้าสุทโธทนะ มีเมหสีชื่อ พระนางสิริมหามายา, พระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา เป็นพุทธบิดา และพุทธมารดา ของ เจ้าชายสิทธัตถะ

ตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จลงมาปฏิสนธิในครรภ์โภทร ( ท้องแม่ ) ในวันพฤหัสบดี วันเพ็ญเดือน ๘ เวลาใกล้จะแจ้ง พระนางมหาเทวีสิริมหามายาได้สุบิน(ฝันนิมิต)ว่า มีช้างเผือกตัวหนึ่งได้นำเอาดอกบัว มาจากภูเขาเงินภูเขาทองมาถวายแก่พระนาง หลังจากนั้นพระนางก็ทรงมีพระครรภ์ได้ ๑๐เดือน เวลาจะ ประสูติพระกุมาร พระนางจึงได้นึกในพระทัยว่าจะขอกลับไปสู่กรุงเทวทหะเพื่อประสูติ

พระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาได้ทรงอภิเษกสมรส อยู่ร่วมกันมาเป็นเวลาช้านานด้วยความ ผาสุข พระนางทรงมีพระครรภ์ จวนเวลาจะประสูติจึงได้ทูลขออนุญาตพระสวามี เพื่อเสด็จไปประสูติที่ พระนครเทวทหะ อันเป็นนครที่กำเนิดของพระนาง พระเจ้าสุทโธทนะได้โปรดกรุณาแก่ พระนางเสด็จ ได้ด้วยความเต็มพระทัย ได้ทรงรับสั่งให้เตรียมขบวนเสด็จและเตรียมเสด็จต่อไป

ระหว่างกลางทาง ในเขตที่กรุงกบิลพัสดุ์ กับกรุงเทวทหะมีพรหมแดนต่อกันนั้น มีสวนป่าแห่งหนึ่ง เรียกกันว่า สวนลุมพินี เป็นสถานที่ที่ประชาชนแห่งนครทั้งสองได้พากันไปพักผ่อนในฤดูร้อน หาความ บันเทิงภายใต้ต้นสาละใหญ่ ๆ ซึ่งปกคลุมไปด้วยดอกไม้อันสวยงาม มีหมู่นกนาๆ ชนิดส่งเสียงร้องด้วย สำเนียงอันอ่อนหวาน ในสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ประสูติของพระกุมาร ผู้จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ในอนาคตต่อมา

เมื่อขบวนเสด็จของพระนางสิริมาหามายา ผ่านมาถึงสวนลุมพินีนั้น เป็นวันศุกร์ วันเพ็ญเดือน ๖ ในเดือน พฤษภาคม พระนางมีพระประสงค์จะพักผ่อนพระกายา อยู่ตามเงาต้นไม้อันร่มเย็น เป็นเวลา ใกล้จะเที่ยงวัน จึงรับสั่งให้ขบวนเสด็จหยุดพักผ่อน ในที่นั้น ในขณะที่พระนางกำลังเสด็จไปมาอย่าง เพลิดเพลินอยู่กับธรรมชาติอันงดงาม กับเสียงนกร้องอันไพเราะนั้นเอง พระนางได้ประสูติพระกุมาร ใต้ต้นไม้สาละ เจ้าชายสิทธัตถะประสูติวันเพ็ญเดือนหก ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี เป็นเวลาใกล้จะ เที่ยง วันเจ้าชายประสูติเป็นวันมหัศจรรย์ โดยเป็นวาระร่วมกันสามอย่าง คือ ประสูติ ตรัสรู้และ ปรินิพ พาน ในมหามงคลดิถีนี้ มีบุคคลและสัตว์ พร้อมทั้งทรัพยากร พืชพันธุ์ธัญญาหาร รวมทั้งหมดมี ๗ อย่างด้วยกัน บังเกิดขึ้นพร้อมกัน ๑. พระนางพิมพา ๒.พระอานนท์ ๓. นายฉันนะ ๔. อำมาตย์การุทายิ ๕. ม้ากัณฐกะ ๖. ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ๗. ขุมทรัพย์ เกิดขึ้นพร้อมกัน

เมื่อพระนางสิริมหามายาประสูติพระโอรสที่สวนลุมพินี นางสนมที่ร่วมไปในขบวนเสด็จ ต่างก็พากัน วุ่นวายประคับประคองพระนางและพระโอรสในความดูแล และพยายามอย่างระมัดระวัง แล้วได้เชิญ พระนางเสด็จกลับสู่นครกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุทโธทนะทรงปลื้มพระทัยปิติอย่างยิ่ง ที่ได้ทอดพระเนตร พระโอรสในวันนั้น และได้ทรงจัดให้พระนางและพระโอรสได้รับความดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีพิเศษ

นอกเมืองกบิลพัสดุ์ เป็นที่อยู่ของฤาษีเป็นจำนวนมาก ในบรรดาฤาษีเหล่านี้ มีฤาษีสูงอายุรูปหนึ่ง มีชื่อว่า กาฬเทวิน อันเป็นที่เคารพอย่างสูงของพระเจ้าสุทโธทนะและชาวเมืองกบิลพัสดุ์ เมื่อฤาษีผู้เฒ่า องค์นี้ได้รู้ว่าพระเจ้าสุทโธทนะได้พระโอรสก็ได้มายังราชสำนักแห่งพระนครกบิลพัสดุ์ เพื่อเยี่ยมเยียน พระกุมาร เพราะพระฤาษีกาฬเทวินได้รับนิมิตจากเทวดาอารักษ์ จึงได้เข้าเฝ้า

เมื่อพระฤาษีกาฬเทวินเดินทางถึงพระราชวัง พระเจ้าสุทโธทนะมีความประสงค์อยากจะให้อำนวยพร แก่พระโอรสของพระองค์ จึงโปรดให้นำพระกุมาร เพื่อให้ทำความเคารพต่อพระฤาษี พระฤาษีได้สังเกตุ พระลักษณะของพระกุมาร ซึ่งทรงมีพระลักษณะเป็นผู้มีบุญอย่างสูงสุด มีความปลาบปลื้มปิติ ยิ้มแย้ม แจ่มใส แต่แล้วน้ำตาก็ค่อยๆไหลออกมาทีละน้อย จนกระทั่งได้ร้องไห้ขึ้น หน้าของพระฤาษีเต็มไปด้วย น้ำตาเพราะเสียใจ

พระเจ้าสุทโธนะจึงสงสัย และได้ตรัสถามถึงเหตุจากพระฤาษี เพราะเหตุใดจึ่งร้องไห้ พระฤาษีกาฬเทวิน ทูลว่า พระกุมารมีลักษณะของมหาบุรุษ แสดงว่าเป็นผู้มีบุญญาบารมีสูงสุดและจะได้ตรัสรู้เป็นพระบรม มหาศาสดาในวันหน้า ท่านร้องไห้เพราะเสียดายว่า ท่านแก่เฒ่าแล้ว จะไม่มีโอกาสได้เฝ้าพระกุมาร พระองค์เมื่อทรงเจริญวัยขึ้น จะตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดาจารย์เอกของโลก แล้วพระฤาษีก็น้อมกาย ลงถวายบังคม พระเจ้าสุทโธทนะจึงได้แสดงความเคารพพระกุมารไปด้วย

พระกุมารได้มีพระชนม์ได้๗ วัน ก็มีการประชุมนักปราชญ์ในพระราชวังของพระราชา เพื่อทำพิธีขนาน นามให้แก่พระกุมาร ในที่ประชุมของนักปราชญ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้เลือกขนานนามให้กับพระกุมารว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งแปลว่า ผู้มีความสำเร็จสมบูรณ์ทุกอย่างที่พระองค์ได้ตั้งใจหวังไว้ทุกประการ

นักปราชญ์ที่มาประชุมกันในวันขนานนาม ได้เห็นพระลักษณะของพระกุมารแล้ว ต่างพากันทำนายเป็น เสียงเดียวกันว่า พระกุมารหากว่าครองราชสมบัติจะได้เป็นพระเจ้ามหาจักรพรรดิ์ แต่หากออกบรรพชา ( บวช ) จะได้เป็นมหาศาสดาจารย์เอกของโลก แต่มีนักปราชญ์หนุ่มท่านหนึ่ง ชื่อท่านโกณฑัญญะได้ ยืนยัน อย่างมั่นใจว่า พระกุมารสิทธัตถะเมื่อทรงเจริญวัยแล้ว จะสละการครองฆราวาส สละทุกสิ่ง ทุกอย่างออกบรรพชา จะบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของโลก

พระราชาทรงปลื้มปิติในพระทัยที่ประชาราษฎรและนักปราชญ์ในพระราชวังของพระองค์พากันหวังว่า พระกุมารจะเป็นพระเจ้ามหาจักรพรรดิเมื่อทรงเจริญวัย แต่พระองค์ยังไม่สบายใจในข้อที่ว่า พระกุมาร จะออกบรรพชาเป็นศาสดาจารย์ผู้สอนศาสนาของโลกไปเสียอีก เพราะพระองค์ประสงค์ให้พระโอรส ทรงอยู่อย่างชาวโลกผู้ครองเรือนและมีบุตรเพื่อจะได้รับราชสมบัติครอบครองอาณาจักรสืบต่อจากพระองค์ต่อไปอย่างรุ่งเรือง พระองค์มีความประสงค์อย่างนั้น

นับตั้งแต่ได้มีการชุมนุมขนานนามพระกุมาร พระนางสิริมหามายาผู้ทรงเป็นพระมารดาก็ได้ประชวร และต่อมาก็ได้สิ้นพระชนม์ คนทุกคนพากันเศร้าสลดใจในการสิ้นพระชนม์ของพระนาง ผู้ที่เศร้าโศก ที่สุดอย่างยิ่งก็คือ พระเจ้าสุทโธทนะ พระสวามีของพระนาง เพราะเหตุที่พระนางเป็นกุ