ตู้พระไตรปิฏกบ้านพี่พลอย

รวบรวมเรื่องพุทธประวัติ และนิทานชาดก

  สนใจเลือกรับฟังตอนอื่น  คลิ๊กที่นี้คะ

เสียงแห่งธรรม พุทธประวัติ ตอนที่ 6

เผยแพร่พระธรรม โปรดปัจวัญคี

สนใจ ฟังเสียงแห่งธรรม พุทธประวัติ ตั้งแต่ตอนที่ 1 คลิ๊ก "ตู้พระไตรปิฎก"

หรือ คลิ๊กที่นี้http://bannpeeploy.exteen.com/20070717/entry-3 ได้เลยนะคะ

ครั้นเสวยวิมุติสุขและพักผ่อน ๗ อาทิตย์แล้ว พระองค์เสด็จกลับมาประทับที่ต้นไทร ชื่ออชปาลนิโครธ อีก ทรงพระดำริพิจารณาว่า ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้เป็นของที่ลึกซึ้งมาก ยากที่มนุษย์จะรู้หรือเข้าใจได้ พระองค์จึงท้อพระทัยในอันที่จะประกาศสัจธรรม เหลือวิสัยที่จะอธิบายและเผยแผ่พระธรรมที่เรียกว่า อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ให้ผู้อื่นรู้ด้วยได้ พระพุทธองค์ไม่แน่พระทัย ในการจะแสดงธรรมของพระองค์ พระองค์ก็คิดเวียนไปถึงเพื่อความมักน้อยสันโดษในการที่จะสอนผู้อื่น ในเมื่อพระพุทธองค์ดำริอย่างนั้น เทวบุตร เทวดา พระพรหมก็ร้อนรนกันไปหมด

ท้าวสหัมพรหมบดี จึงได้เสด็จลงมาจากพรหมโลก เพื่อจะเข้าเฝ้าและขอให้พระพุทธองค์ประกาศ สัจธรรมให้มวลมนุษย์โดยอ้างว่าพระองค์เป็นผู้รู้ เก่งกล้าสามารถในธรรม ถ้าจะอุปมาก็คือมหาบุรุษ ผู้ยืนอยู่ในที่สูงสามารถเห็นได้หมดทุกสิ่งทุกอย่างแจ่มแจ้ง สัตว์โลกดิ้นรนไปในทางเศร้าโศก ถ้าหากว่า พระองค์ไม่แสดงธรรมแล้ว สัตว์โลกเหล่านั้นก็จะขาดที่พึ่ง ฉะนั้นจึงขอนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรด สัตว์โลกให้ได้รู้สัจธรรมด้วยเถิด เราจึงได้ถือเอาเป็นประเพณีว่าก่อนที่จะแสดงธรรม เรากล่าวว่า พรหมมา จ โลกาธิปตี สหัมปติ ซึ่งเป็นคำของท้าวสหัมพรหมบดีกล่าวอาราธนาธรรม

พระพุทธองค์จึงได้พิจารณาอินทรีย์ของสัตว์โลกอีกครั้งหนึ่ง จึงเห็นได้ว่าสัตว์โลกเปรียบเหมือนดอกบัว ๔ เหล่า ที่เกิดอยู่ในหนองน้ำ มี ๔ ประเภทด้วยกัน

  1. ประเภทบัวพ้นจากน้ำ แล้วรอที่จะบาน พอได้รับแสงอาทิตย์แล้วก็บานทันที
  2. ประเภทบัวขึ้นมาใกล้จะพ้นน้ำ รอวันต่อไป พอได้รับแสงอาทิตย์ก็จะบานทันที
  3. ประเภทบัวพ้นจากพื้นตมขึ้นมา อีกนานวันกว่าจะพ้นจากน้ำ รอเมื่อได้รับแสงอาทิตย์ก็จะบานในที่สุด
  4. ประเภทบัวที่ยังอยู่ลึกในตม ไม่มีโอกาสที่จะพ้นน้ำได้ จำต้องเป็นอาหารของเต่า กุ้ง ปลาต่อไป

 

  1. อุคฆติตัญญู คือพวกที่มีปัญญาดี และมีกิเลสน้อย สามารถเข้าใจธรรมได้ไว เพียงแต่ได้ยินหัวข้อ ธรรมมะที่ยกขึ้นก็เข้าใจได้ทันที
  2. วิปจิตัญญู คือพวกที่มีปัญญาปานกลางและมีกิเลสปานกลาง สามารถเข้าในธรรมมะได้ แต่ต้องการ คำอธิบาย คือต้องให้เวลาพอสมควร จึงเข้าใจได้
  3. เนยยะ คือพวกที่มีปัญญาน้อย มีกิเลสหนา สามารถเข้าใจธรรมมะได้ แต่ต้องใช้เวลาสอนซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จึงสามารถเข้าใจได้
  4. ปทปรมะ คือ พวกที่ไร้ปัญญา ไม่สามารถรู้ธรรมมะได้ ต้องปล่อยไปตามกรรม คือประเภทธรรมส่อง ไปไม่ถึง
สัตว์โลกก็เหมือนกัน ถ้าจะจัดแบ่งออกเป็น ๔ จำพวกได้ เช่นเดียวกันคือ

เมื่อแบ่งสัตว์โลกออกเป็น ๔ จำพวกดังนี้แล้ว พระพุทธองค์ก็สามารถโปรดสัตว์ได้ถึง ๓ ส่วน อุปมาคน อยู่ในโลกมี ๑๐๐ ล้าน พวกที่จะศึกษาพระธรรมได้ ๗๕ ล้าน อีก ๒๕ ล้านถือว่าเป็น ประเภทปทปรมะ คือพวกนี้ไม่สามารถจะรู้พระธรรมของพระพุทธองค์ได้ จำต้องปล่อยไปตามกรรม พระพุทธองค์เห็นว่า น่าจะโปรดมวลมนุษย์ได้ ๓ ส่วน ๔ ดังนั้น พระองค์จึงได้ตัดสินพระทัยประกาศพระศาสนา จากนั้นพระ พุทธองค์ก็เริ่มนึกถึงบุคคลที่สมควรจะแสดงธรรมโปรดก่อน ซึ่งจะต้องเป็นประเภทดอกบัวพ้นน้ำ จึงนึก ถึงอาจารย์อาฬารดาบส และอุทกดาบส แต่ทรงทราบว่าอาจารย์ทั้งสองสิ้นชีพเสียแล้ว จึงตัดสินพระทัย ไปโปรดปัญจวัคคีย์ แล้วเสด็จไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ถึงที่นั่นในเวลาค่ำ ของวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปถึงแถบป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ( ปัจจุบันคือ สารนาถ ) ปัญจวัคคีย์ได้เหลียว เห็นพระพุทธองค์เสด็จมาแต่ไกล จึงบอกกล่าวแก่กันว่า ดูโน่นสิ พระสมณโคดมกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ พระสมณโคดมผู้มักมาก ผู้ซึ่งลดละความเพียร กลับไปสู่ความเป็นอยู่อย่างสะดวกสบาย พวกเราอย่าพา กันไปต้อนรับและเคารพท่านเลย อย่าออกไปรับบาตร รับจีวร แต่พวกเราควรเตรียมที่นั่งไว้ที่หนึ่ง สำหรับท่าน ถ้าท่านจะนั่งก็นั่ง ถ้าท่านจะยืนก็ยืน อย่าเชิญท่านเลย ไม่มีใครอยากจะต้อนรับคนที่ไม่มี จิตใจแน่วแน่เหมือนกับพระสมณโคดมผู้นี้ "

ขั้นต้น ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ แสดงอาการไม่เคารพเชื่อฟังพระศาสดา แต่เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเตือน แล้วจึงตั้งใจฟัง ธรรมเทศนาที่พระศาสดาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ในปฐมเทศนานั้นมีชื่อว่า ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นธรรมกัณฑ์แรก ซึ่งพระศาสดาแสดงในรุ่งเช้าของวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ ปีจอ พระศาสดาได้ตรัสเทศนาเป็นอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ที่พระศาสดาตรัสรู้นั้นให้แก่ปัญจวัคคีย์

  1. อัตตกิลมถานุโยค คือโทษของการทรมานร่างกายของตนเอง
  2. กามสุขัลลิกานุโยค คือการหมกมุ่นอยู่ในกามสูตร การพัวพันหาความสุขอยู่ในกาม เสพกาม ถอนตัว ออกจากกามไม่ได้ เพราะเห็นว่าเป็นความสุขและไม่รู้โทษ ผู้ที่มีความปรารถนาอยากจะพ้นทุกข์จาก สังขาร หวังที่จะบรรลุถึงพระนิพพานนั้น ควรหลีกเว้นสองอย่างนี้ พระศาสดาเทศนากัณฑ์แรกสำเร็จ พระพุทธองค์ก็รู้ได้ทันทีว่า โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม พระพุทธองค์จึงเปล่งเสียงอุทานว่า อัญญาสิ วตโภ โกณฑัญโญ ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้ว

นับเป็นความปลื้มปิติยินดีของพระองค์ ที่มีคนสามารถรู้ในพระธรรมอย่างรวดเร็วเช่นนั้น ดังนั้น โกณฑัญญะ จึงมีชื่อเพิ่มว่า อัญญาโกณฑัญญะ และท่านได้ขอบรรพชาอุปสมบทในวันนั้นเอง และอีก ๔ วันต่อมา ปัญจวัคคีย์ที่เหลือก็ได้อุปสมบททั้งหมด ในแรม ๕ ค่ำเดือน ๘ พระพุทธองค์จึงแสดง อนันตลักขณสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ นับว่ามีพระอรหันต์เกิดขึ้น ในโลก มี ๕ รูป ธรรมที่พระองค์ได้แสดงในครั้งปฐมเทศนา คืออริยสัจธรรมทั้ง ๔ นั้นคือ ทุกขสัจจะ สมุทัยสัจจะ นิโรธสัจจะ และมรรคสัจจะ

ความดับทุกข์ของธรรมทั้ง ๔ นี้เรียกว่า อริยสัจธรรม และด้วยการตรัสรู้ธรรมทั้ง ๔ นี้พระพุทธองค์จึงได้ ชื่อว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แปลว่าผู้ตรัสรู้รู้แจ้งธรรมได้เอง โดยที่ไม่มีครูอาจารย์ใดสอนทั้งสิ้น พุทธ ปรัชญา อันเป็นบ่อเกิดแห่งความสงบภายใน เป็นความสันติสุขค้นพบด้วยจิตที่เป็นสมาธิ จิตที่สะอาด บริสุทธิ์และจิตผ่องใสรู้ได้ด้วยเจ้าชายสิทธัตถะ สภาพธรรมชาติรู้ได้ด้วยความเป็นจริง สังขารและ รูป นาม เป็นอิสระ และเที่ยงตรงตามความเป็นจริง พุทธศาสน์ของสังขารและรูปนามที่พระองค์ ได้ค้นพบ ในอริยสัจ ๔ คือ

๑.ทุกขสัจจะ ได้แก่ ความทุกข์อันเกิดมาจากจิตใจ เพราะทนต่อการกระทบของเหตุภายนอก แสดงออก มาให้เห็นทุกอย่างไม่มีความจีรังยังยืนแล้วแต่เหตุของมันจะพาเป็น ไม่มีสิ่งใดจะมาบังคับหยุดยั้งมันได้ เพราะเกิดมาจากต้นเหตุที่ปรุงแต่งขึ้นมา เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นมาผลของการปรุงแต่งก็จะตามมาเหมือนกัน คือ การยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา เป็นของเขา ความทุกข์ตามมา มี ๘ ประการดังต่อไปนี้

๑.๑ มีความเศร้าหมองใจ
๑.๒ มีความน้อยใจ
๑.๓ มีความทรมานใจ
๑.๔ มีความคับแค้นใจ
๑.๕ มีความกลุ้มใจ
๑.๖ มีความเบื่อหน่าย
๑.๗ มีความห่วงใย อาลัยอาวรณ์
๑.๘ มีความเสียใจผิดใจ

 

อันนี้เรียกว่าทุกขะ ไม่มีความจีรังยั่งยืน ทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่ความผันแปรไป จึงทำให้เป็นทุกข์และก็ ทุกข์ต่อไปไม่สิ้นสุด

๒.สมุทัยสัจจะ ทุกข์คือความทรมาน จิตใจคือไม่รู้ต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่

๒.๑ โลภ คือความอยากได้
๒.๒ โทสะ ความโกรธเกิดขึ้นเพราะความไม่สมหวังในสิ่งที่ตนปรารถนา
๒.๓ โมหะ ความหลงใหลใฝ่ฝันในสิ่งที่ตนอยากได้นั้น เพราะด้วยฤทธิ์อำนาจของกิเลสพาให้อยาก ได้แก่ ความอยากในตัณหาราคะ มีความกำหนัดในรูป รส กลิ่น เสียง และกามารมณ์ต่าง ๆ
๓.นิโรธสัจจะ ความพ้นจากทุกข์ได้แก่ อริยสัจ อีกอย่างหนึ่งคือ กิเลสของจิตใจ ถ้าหากว่าเรากำจัด ความอยากลงได้ ความโกรธ ความโลภ ความหลง ดับหมดสิ้น ไม่เหลือหรอ ก็พ้นทุกข์ได้เหมือนกัน
๔.มรรคสัจจะ ความพ้นจากทุกข์ตามหลักปฏิบัติธรรมของทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค ประกอบไปด้วยองค์ ๘ คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นในทางที่ถูกต้อง ซึ่งประกอบไปด้วยองค์ ๔ คือ
๑.๑ เห็นทุกข์ รู้ทุกข์ คือทุกขะ
๑.๒ เห็น