สนใจอ่าน เนื้อเรื่อง วิมุตติรัตนมาลี

ตอน สมเด็จพระนางพิมพาภิกษุณี ทั้งหมด คลิ๊กที่นี้ค่ะ

สนใจรับฟัง เสียงอ่าน วิมุตติรัตนมาลี

ตอน สมเด็จพระนางพิมพาภิกษุณี ทั้งหมด คลิ๊กที่นี้ค่ะ

   

 

วิมุตติรัตนมาลี โดย พระพรหมโมลี

( วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9)

วิมุตติรัตนมาลี  ตอน สมเด็จพระนางพิมพาภิกษุณี

 

อดีตกาลล่วงมาแล้ว นับถอยหลังจากภัทรากัปนี้ไป เป็นเวลานานถึง 4 อสงไขยกับอีก 100,000 มหากัป กาลครั้งนั้นเป็น ศุภมงคลกาลที่เรียกว่าสารมัณฑกัป เพราะเป็นกัปที่มี สมเด็จพระส้มมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัส
ในโลก 4 พระองค์ คือ

1. สมเด็จพระมิ่งมงกุฎตัณหังกรพุทธเจ้า

2. สมเด็จพระมิ่งมงกุฎเมธังกรพุทธเจ้า

3. สมเด็จพระมิ่งมงกุฎสรณังกรพุทธเจ้า

4. สมเด็จพระมิ่งมงกุฎทีปังกรพุทธเจ้า

จะกล่าวกลับจับความ จำเดิมแต่ศาสนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ 3 คือสมเด็จพระมิ่งมงกุฎสรณังกรพุทธเจัา ค่อยเสื่อมสลายสูญสิ้นไปหมดแล้ว โลกเรานี้ก็ว่างจากพระพุทธศาสนา ชั่วกาลพุทธันดรหนึ่ง แล้วจึงปรากฏมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติก็สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เสด็จมาอุบัติใหม่นี้ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมิ่งมงกุฎทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ทรงอุบัติตรัสในโลกแล้วก็ทรงบำเพ็ญพุทธกิจประกาศพระพุทธศาสนา ยังศาสนธรรมให้ขยายแผ่กว้างออกไป เหล่าสัตว์ทั้งในไตรโลก ครั้นได้
สดับรับรสพระสัทธรรมเทศนา ต่างก็พากันประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของสมเด็จพระทศพล จนได้บรรลุพระอริยมรรคอริยผล ตามสมควรแก่วาสนาบารมีแห่งตนเป็นอันมากแล้ว

กาลครั้งนั้น ยังมีพราหมณ์มาณพหนุ่มผู้หนึ่ง ปรากฏนามว่า สุเมธพราหมณ์ เขาเกิดในตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมหาศาลนับได้มากมายหลายโกฏิทีเดียว นอกจากนั้นยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในเชิงมนต์เฟื่องฟุ้งเรียนจบแจ้งในไตรเพทางคศาสตร์ ฉลาดในศิลป์สิ้นทุกประการ วันหนึ่งสุเมธพราหมณ์มาณพหนุ่มผู้นั้นนั่งอยู่ในห้องรโหฐานอันเป็นที่สงัดแล้วจินตนาการด้วยปัญญาว่า

“ ธิ ! ดังเราจะติเตียน… อันว่าการก่อภพกำเนิดเป็นรูปกายขึ้นใหม่นี้ ย่อมมีกองทุกข์ท่วมท้นหฤทัยเที่ยงแท้ อนึ่ง แม้เมื่อชนมชีพแตกพรากจากกาย ทำลายร่างสรีราพยพนั้นเล่า ก็เป็นกองทุกข์ถึงที่สุดใหญ่ยิ่งกว่าทุกข์ทั้งปวง การก่อภพชาติใหม่นี้เป็นทุกข์ใหญ่หลวง เพราะว่าชาติภพก่อให้เกิดชรา แล้วชราก็ก่อให้เกิดพยาธิ มรณะอันเป็นทุกข์ต่อไปไม่สิ้นสุดก็ในเมื่อชาติ ชรา พยาธิ มรณะซึ่งได้แก่ความเกิด ความแก่ความเจ็บไข้และความตายปรากฏมีขึ้นได้แล้วความไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ก็คงจักมีเป็นแม่นมั่น อย่ากระนั้นเลย ควรที่เราจะประสงค์เจาะจงแสวงหาความพ้นชาติ ชรา พยาธิ และมรณะนั้น ให้จงได้ จะเป็นการประเสริฐแท้

อนึ่ง ตัวเราคงต้องตายในวันหนึ่งข้างหน้า ต้องทอดทิ้งสรีระ อันมีสภาวะเน่าเปื่อยปฏิกูลนี้ แล้วไปเกิดใหม่ให้ได้ทุกข์อีก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไฉนจึงจะยังหนักหน่วงห่วงใยอยู่ด้วยร่างกายปฏิกูลนี้อยู่เล่า ควรที่เราจะพึงหาทางออกไป เพื่อไม่มีการเกิดเสียเลยดีกว่า ก็แต่หนทางอันประเสริฐนี้ เห็นทีฝูงสัตว์จะพึงพบได้โดยยาก จำเราจะพึงทำความเพียรพยายามให้จงมาก อุตส่าห์เสาะแสวงหาให้ได้พบจงได้ ความทุกข์ภัยพยาธิมีแล้วฉันใด ความสุขไร้ทุกข์ภัยพยาธิก็คงจักมี เช่นเดียวกัน เมื่อภพกำเนิดคือความก่อเกิดปรากฏมีแล้วฉันใด วิภวะ คือ
ความไม่ก่อให้เกิดเป็นร่างกายก็คงจักมีเช่นเดียวกัน เปรียบเหมือนเมื่อความร้อนคือ เตโชธาตุไฟมีอยู่มากแล้ว ความเย็นคืออาโปธาตุน้ำก็มีไว้สำหรับดับความร้อนแก้กันฉันใดก็ดี เมื่อมีไฟคือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย สิ่งที่จะระงับทุกข์ร้ายเหล่านี้ก็คงมีเป็นแม่นมั่นเสมือนหนึ่งว่าการบาปมีแล้ว ย่อมมีการบุญแก้ ความเกิดมีแน่
ความไม่เกิดอีกเป็นเที่ยงแท้ก็คงจักมี

เปรียบเหมือนบุรุษทรงพลังรักความสวยสะอาด เมื่อเห็นว่าสรีระร่างแห่งตนแปดเปื้อนคูถเน่าเหม็นร้ายกาจหนักหนา แล้วมาพบสระน้ำซึ่งมีอุทกวารีเย็นใสควรหรือที่เขาจะไม่กระวีกระวาดลงไปในสระ เพื่อชำระล้างเนื้อตัวให้หมดมลทิน ก็เรานี้ในเมื่อมลทิน คือกิเลสที่ควรล้างกำลังแปดเปื้อนติดตัวมีอยู่แล้ว ดังฤาจะไม่แสวงหาสระน้ำที่มีอมตธรรมเป็นอุทกวารีแล้วรีบล้างเสียซึ่งมลทินคือ